ภาษาไทย | English
ค้นหา:
หน้าแรก สินค้า เว็บบอร์ด เกี่ยวกับเรา บทความ วิธีการชําระเงิน ติดต่อเรา
เข้าสู่ระบบ!!    
สถิติของเวบไซต์

เปิดเวบเมื่อ 09/03/2549
ปรับปรุงเวบเมื่อ 26/11/2562
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 178
หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (178)
หลวงพ่ออุ้น วัดตาลกง
อาจารย์ทอง วัดสำเภาเชย
อาจารย์นอง วัดทรายขาว
หลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน
หลวงปู่สุภา กันตสีโล
จตุคามรามเทพ
พระเครื่อง ทั่วไป
สินค้าอื่่นๆ
หลวงปู่ดุลย์ อตุโล วัดบูรพาราม


จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ

เว็บลิงค์
อาณาจักรของมือสอง
ช้อปปิ้งมอลล์ใหญ่ที่สุดในไทย
ฟรี.!เว็บไซต์สำเร็จรูป
ระบบชำระเงินออนไลน์
ประมูลสินค้าออนไลน์





หลวงพ่ออุ้น, วัดตาลกง, หลวงพ่อทอง, วัดสำเภาเชย, อาจารย์ทอง, วัดสำเภาเชย, หลวงพ่อเพี้ยน, วัดเกริ่นกฐิน, อาจารย์นอง, วัดทรายขาว, หลวงปู่สุภา, กันตสีโล, วัดศีลสุภาราม, หลวงพ่อโสธร, หลวงพ่ออุ้น วัดตาลกง, พระเครื่อง หลวงพ่ออุ้น วัดตาลกง, วัตถุมงคล หลวงพ่ออุ้นวัดตาลกง, หลวงพ่อทอง วัดสำเภาเชย, อาจารย์ทอง วัดสำเภาเชย, เหรียญเลื่อน อาจารย์ทอง วัดสำเภาเชย, อาจารย์นอง วัดทรายขาว, เหรียญเลื่อน อาจารย์นอง วัดทรายขาว

บทความ
ประวัติ หลวงปู่สุภา กันตสีโล (อ่าน 9836/ตอบ 0)

ชีวประวัติ หลวงปู่สุภา กันตสีโล

หลวงปู่สุภา กันตสีโล เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ปีวอก พุทธศักราช 2439 (ตรงกับวันที่ 17 กันยายน พุทธศักราช 2439) ที่ บ้านคำบ่อ ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัด สกลนคร

โยมบิดา คือ ขุนพลภักดี ผู้ใหญ่บ้าน คำบ่อ ชื่อเดิม คือ นายพล วงศ์ภาคำ

โยมมารดา ชื่อ นางสอ วงศ์ภาคำ

มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน คือ

1. นางสี วงศ์ภาคำ (ถึงแก่กรรม)

2. นายเสน วงศ์ภาคำ (บวชเป็นพระภิกษุ - มรณภาพ)

3. นางผม วงศ์ภาคำ (ถึงแก่กรรม)

4. นางเกตุ วงศ์ภาคำ (ถึงแก่กรรม)

5. นายจันทร์เพ็ง วงศ์ภาคำ (ถึงแก่กรรม)

6. หลวงปู่สุภา กันตสีโล

7. นางมาลีจันทร์ วงศ์ภาคำ (ถึงแก่กรรม)

8. นางกา วงศ์ภาคำ (ยังมีชีวิตอยู่)

หลวงปู่สุภา กันตสีโล เป็นลูกชายคนสุดท้องของครอบครัว เมื่อตอนเป็นเด็กท่านอ้วนท้วนสมบูรณ์ผิวขาว หน้าตาน่ารักน่าชัง ท่านใช้ชีวิตอย่างเช่นเด็กทั่ว ๆ ไปในสมัยนั้น คือ เที่ยววิ่งซุกซนไปตามประสา จะมีโอกาสเรียนเขียนอ่านก็ต่อเมื่อพ่อแม่พาไปฝากวัดให้พระท่านสอน หรือไม่ก็ให้พ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ ที่รู้หนังสือสอนให้ วัดจึงนับเป็นสถานที่แห่งเดียวที่เด็กชายจะสามารถไปแสวงหาความรู้เช่นเดียวกัน คนอีสานส่วนใหญ่ในสมัยนั้นคือ มักจะให้ลูกบวชเป็นสามเณร
เมื่อ
หลวงปู่สุภา กันตสีโล อายุได้ 7 ขวบ วันหนึ่ง ในขณะที่ท่านและเพื่อนๆ ออกไปวิ่งเล่นที่ริมทุ่งชายป่าได้พบ กับพระธุดงค์รูปหนึ่งมาปักกลดพักอยู่ใต้ต้นตะแบกใหญ่ เด็กคนอื่นๆ ที่เห็นพระรูปนั้นไม่ได้สนใจ ต่างพากันวิ่งเล่นกันต่อ เว้นไว้แต่เด็กชายสุภา ซึ่งมีจิตใจโน้มมาทางธรรมตั้งแต่อายุยังน้อยจะเห็นได้ จากการที่ชอบเข้าใกล้พระ ชอบไปวัดดังนั้น เมื่อท่านเห็นพระธุดงค์รูปนั้นปักกลดพักอยู่ก็แยกตัว ออกจากเพื่อนๆ ตรงเข้าไปกราบ เมื่อพระภิกษุชราที่นั่งพักอยู่ภายใจกลดเห็นเด็กชายหน้าตาน่ารัก เข้ามากราบอย่างสวยงาม เหมือนกับได้รับการสั่งสอนมาเป็นอย่างดี จึงมองเด็กน้อยคนนั้นด้วยความ เมตตา เพ่งดูลักษณะอยู่ครู่เดียวจึงบอกเด็กน้อยว่า ต่อไปภายหน้าจะได้บวช เมื่อบวชแล้วอย่าลืมไปหา ท่าน พระภิกษุรูปนี้ คือ หลวงปู่สีทัตต์ จำพรรษาอยู่ที่วัดท่าอุเทน จังหวัดนครพนมนั่นเอง แต่ในเวลา นั้น เด็กชาย สุภา ยังไม่ได้นึกอะไร ได้แต่นั่งคุยกับหลวงปู่สีทัตต์ครู่หนึ่ง จึงนมัสการกราบลาไปวิ่งเล่น กับเพื่อนๆ ต่อ


บวชเณร เรียนมูลกัจจายน์

หลังจากได้พบกับหลวงปู่สีทัตต์ที่ชายป่าในครั้งนั้นแล้วเป็นเวลา 2 ปี บิดามารดาของ หลวงปู่สุภา กันตสีโล ได้ ตกลงใจให้ หลวงปู่สุภา กันตสีโล ซึ่งเป็นลูกชายคนสุดท้องบวชเป็นสามเณร ในขณะที่ หลวงปู่สุภา กันตสีโล อายุได้ 9 ขวบ โดยมี พระอาจารย์สวน เจ้าอาวาศวัดแห่งหนึ่งในหมู่บ้านตำบลคำบ่อเป็นพระอุปัชฌาย์

สามเณร สุภา ได้ศึกษาพระธรรมวินัยกับพระอาจารย์สวนอยู่เป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้น ในปี พุทธศักราช 2449 ท่านได้เดินทางไปเรียนมูลกัจจายน์ 5 เล่ม ที่วัดไพรใหญ่ จังหวัด อุบลราชธานี ที่นั่นมีอาจารย์สอนมูลกัจจายน์อยู่ 2 ท่าน คือ
พระอาจารย์พระมหาหล้า และอีกท่าน เป็นฆราวาส ชื่อ อาจารย์ลุย สามเณร สุภา ได้ใช้เวลาศึกษามูลกัจจายน์ 5 เล่มอยู่ที่วัดไพรใหญ่เป็น เวลานานหลายปีกว่าจะจบมูลกัจจายน์ 5 เล่ม เมื่อจบหลักสูตรแล้ว ก็มีความคิดที่จะหาความรู้ เพิ่มเติมจึงได้กราบลาอาจารย์ออกจากวัดไพรใหญ่ โดยที่ขณะนั้นได้ทราบข่าวว่ามีพระอาจารย์รูป หนึ่งเก่งทางวิปัสสนาและทรงวิทยาคมอยู่ที่วัดท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม มีชื่อว่า พระอาจารย์สีทัตต์ สามเณร สุภา จึงนึกขึ้นได้ว่า เคยได้ยินชื่อนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว และจำได้ว่าเคยกราบ ท่านที่ใต้ต้นตะแบกเมื่อตอนเป็นเด็กๆ และท่านยังสั่งไว้ว่าเมื่อบวชแล้วให้ไปหาท่าน ในครั้งนั้น สามเณร สุภา อายุใกล้ครบอุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว จึงออกเดินทางไปนมัสการหลวงปู่สีทัตต์ที่ วัดท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนนครพนม ขณะนั้น หลวงปู่สีทัตต์อายุมากแล้ว ท่านเป็นพระป่า ที่มีชื่อเสียงมากทางวิปัสสนากรรมฐาน ขณะที่สามเณร สุภา เดินทางไปพบ หลวงปู่สีทัตต์กำลังก่อสร้าง พระธาตุอยู่องค์หนึ่ง คือ พระธาตุท่าอุเทนในปัจจุบัน หลวงปู่สีทัตต์ได้รับสามเณร สุภา ไว้เป็นศิษย์ด้วย ความยินดี นับว่าหลวงปู่สีทัตต์ เป็นอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานองค์แรกของ หลวงปู่สุภา กันตสีโล


ฝึกกรรมฐาน ออกธุดงค์กับหลวงปู่สีทัตต์

สามเณร สุภา ได้เริ่มฝึกกรรมฐานและออกธุดงค์เป็นกิจจะลักษณะกับหลวงปู่สีทัตต์ ซึ่งได้พาสามเณร สุภา ออกธุดงค์ข้ามไปฝั่งลาว เพราะวัดพระธาตุท่าอุเทนนั้น อยู่ในเขตจังหวัดนครพนมใกล้กันกับ แม่น้ำโขง สมัยนั้นการเดินทางไปมาสะดวก อีกทั้งยังอุดมสมบูรณ์อยู่มาก มีภูเขา ป่าไม้และถ้ำมากมาย ผู้คนศรัทธาในพระพุทธศาสนาบ้านเมืองสงบร่มเย็นดี ไม่วุ่นวายเหมือนในปัจจุบันพระสงฆ์ทั้งไทยและ ลาวจึงมักจะธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมอยู่กับพระลาวที่เก่งทางวิปัสสนา หลวงปู่สีทัตต์เองก็ได้พาสามเณร สุภา ไปธุดงค์ฝั่งลาวอยู่เสมอ ๆ ที่ชอบไปพักมากที่สุด คือ ถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่งสวยงามน่าอยู่ ในถ้ำนั้นมี เขาควายใหญ่วางอยู่คู่หนึ่ง ยาวข้างละประมาณ 8 ศอก มีภูเขาลักษณะโค้งงอนเหมือนกับเขาควาย ชาวบ้านฝั่งลาวจึงเรียกว่า ถ้ำภูเขาควาย ในถ้ำแห่งนี้มีพระสงฆ์ไปปฏิบัติธรรมกันมาก บางครั้งก็อยู่กัน คราวล่ะหลายรูป บางปีก็มีพระสงฆ์ไทยไปจำพรรษาอยู่เช่นกัน เนื่องจากในสมัยนั้น สร้างวัดกันได้ ง่ายกว่าในปัจจุบันไม่ว่าจะฝั่งไทย ฝั่งลาว ส่วนใหญ่วัดตามป่าตามเขาไม่ต้องขอวิสุงคามวาสี ก็ สามารถสร้างเป็นวัดได้


อุปสมบทที่ถ้ำภูเขาควายประเทศลาว

สามเณร สุภา ได้ติดตามหลวงปู่สีทัตต์ไปธุดงค์จนอายุครบอุปสมบท ในปีพุทธศักราช 2459 หลวงปู่จึงได้อุปสมบทให้สามเณร สุภา ภายในถ้ำภูเขาควายนั้น โดยท่านเองเป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระเถระที่ไปปฏิบัติธรรมอยุ่ที่ถ้ำภูเขาควาย เป็นพระกรรมวาจารย์และอนุสาวนาจารย์ รวมทั้งพระนั่งอันดับสามเณร สุภา ได้รับฉายาว่า  กันตสีโล

ที่ถ้ำภูเขาควายนั้น จะมีพระวิปัสสนาจารย์ที่รอบรู้ในสรรพวิชาไปพักปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมาก หลวงปู่สีทัตต์ต้องการให้ลูกศิษย์ท่านได้มีโอกาศรู้จักกับพระวิปัสสนาจารย์เหล่านั้น เพื่อจะได้ศึกษา วัตรปฏิบัติของท่าน หลังจากอุปสมบทแล้วก็ปฏิบัติธรรมอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง จากนั้น
หลวงปู่สุภา กันตสีโล ก็ติดตาม หลวงปู่สีทัตต์ซึ่งกลับมาจำพรรษาที่วัดพระธาตุท่าอุเทน เพื่อดำเนินการสร้างพระธาตุเมื่อมีเวลาว่าง หลวงปู่จะพาลูกศิษย์รวมทั้งพระ สุภา ออกธุดงค์อีกเช่นนี้ ไปจนกระทั่งสร้างพระธาตุท่าอุเทนเสร็จ เรียบร้อย


เรียนพระคัมภีร์ท้งห้าและการปฏิบัติวิปัสสนากับพระอาจารย์สีทัตต์

พระภิกษุ สุภา ได้พำนักอยู่กับหลวงปู่สีทัตต์เป็นเวลานานถึง 8 ปี โดยศึกษาพระปริยัติธรรมทั้ง 5 และปฏิบัติวิปัสสนากรรฐาน หลวงปู่สุภา กันตสีโล ได้ใช้เวลา 4 ปีแรก ศึกษาพระคัมภีร์ปริยัติทั้ง 5 และการ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อขึ้นปีที่ 5 หลวงปู่สีทัตต์ได้แนะให้ หลวงปู่สุภา กันตสีโล ออกธุดงค์ ในครั้งแรก อนุญาตให้มีเพื่อนติดตามอีก 3 รูป โดยมี 2 รูปเป็นพระอีกรูปเป็นสามเณร เดินธุดงค์ออกจาก ถ้ำภูเขาควายขึ้นไปทางผาต้อหน่อคำ แขวงคำม่วน อำเภอเซโปน จังหวัดเซโปน ประเทศลาว เพื่อทดสอบสมาธิและอุปนิสัยของพระภิกษุ สุภา จนกระทั่งเห็นว่าท่านมีสมาธิแน่วแน่ในการปฏิบัติ ธรรมและวิปัสสนากรรมฐานดีแล้ว

หลวงปู่สีทัตต์ตั้งใจอบรมสั่งสอนทั้งทางด้านวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาอาคมต่างๆ รวมทั้งสอน วิชา วิธีถอดกายทิพย์ ให้ด้วย จนถึงขั้นจะให้เรียนภาษานกได้รู้เรื่อง แต่
หลวงปู่สุภา กันตสีโล ได้พิจารณาดูวัตร ปฏิบัติของท่านแล้ว เห็นว่าชอบออกธุดงค์มากกว่าจึงขอออกธุดงค์ ไม่ได้เรียนภาษานก ก่อนออก ธุดงค์ หลวงปู่สีทัตต์ ได้แนะและอบรมสั่งสอน หลวงปู่สุภา กันตสีโล ไปว่า - ไปให้ดีนะลูกนะ เดินให้สม่ำเสมอ อย่าเร็ว อย่าช้า ให้ค่อยไป ให้ค่อยมา โบราณเขาว่าอยากถึงเร็วให้คลาน อยากถึงนานให้วิ่ง -


เดินทางไปพบหลวงปู่ศุข เกสโร (วัดปากคลองมะขามเฒ่า )

เมื่อปีพุทธศักราช 2463 พระภิกษุ สุภา ได้กราบลาหลวงปู่สีทัตต์เพื่อออกธุดงค์วัตร และออกจากถ้ำ ภูเขาควายไปตามทางที่หลวงปู่สีทัตต์ได้เมตตาแนะนำ คือ ให้วิ่งจากถ้ำภูเขาควายไปท่าเดื่อ และจาก ท่าเดื่อไปหนองคาย ให้ไปสละธุดงค์ที่หนองคาย พร้อมทั้งแนะนำว่า อย่าเดิน เพราะจะช้าเกินไป เรียนอะไรจะไม่จบ และยังชี้แนะอีกว่าจะได้พบอาจารย์ที่เก่งมากองค์หนึ่งหากแต่ไม่ได้บอกว่าเป็น ผู้ใด

พระภิกษุ สุภา ออกเดินทางไปตามเส้นทางที่หลวงปู่สีทัตต์แนะนำ พอถึงหนองคาย ก็ออกธุดงค์ และให้เดินทาง ไปทางเหนือจะได้พบกับ พระอาจารย์องค์หนึ่งที่มี ความเชี่ยวชาญด้านกสิณและ วิชา แปดประการ มีอภิญญาสูงมาก พระภิกษุ สุภา ได้วิชาอาคมจากท่าน และนั่ง รถยนต์เข้ากรุงเทพฯ เพื่อให้ทันเวลาตามที่หลวงปู่สีทัตต์ได้บอกไว้ เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ
หลวงปู่สุภา กันตสีโล ก็ได้ ถามหาเกจิอาจารย์ที่สามารถสอนทางพุทธศาสตร์ที่ลึกลับ ลึกซึ้ง หรือสอนทางวิปัสสนากรรมฐาน มีคนเล่าลือว่ามี อาจารย์ศุข (หลวงปู่ศุข เกสโร) อยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท หลวงปู่สุภา กันตสีโล จึง ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เดินทาง นั่งรถบ้างจนถึง จังหวัดชัยนาทตามที่หลวงปู่สีทัตต์ได้บอก หลวงปู่สุภา กันตสีโล ก่อนกราบลาจากถ้ำภูเขาควาย

เมื่อเดินทางไป ที่วัดอู่ทอง พอเห็นกุฏิ หลวงปู่ศุข ก็จะขึ้นไปนมัสการ ก็ได้รับคำทักทาย ว่า...มาถึงแล้วหรือพ่อเณรน้อย กำลังรออยู่ พอดี ล้างเท้าแล้วขึ้นมาเห็นหน้าเห็นตา กันหน่อย

มีแต่ เสียงทักทายที่นอกชาน แต่เมื่อมองขึ้นไปไม่เห็นใคร จึงได้คิดในใจว่า... นี่คือพลังปราณผู้ที่สำเร็จ สามารถออกเสียงให้ดังค่อย หรือไกลใกล้แค่ไหน ก็ได้ หรือว่าท่านมีพลังในการโปร่งแสง (หายตัวได้) (ในช่วงที่
หลวงปู่สุภา กันตสีโล ไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ศุขนั้น กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เสด็จเตี่ย ได้ศึกษาวิชาจาก หลวงปู่ศุข จบและเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ก่อนหน้านี้ประมาณ 4 ปี)

หลวงปู่สุภา กันตสีโล ได้คลานเข้าไปกราบหลวงปู่ศุขซึ่งขณะนั้นท่านทราบแล้วว่าจะมีพระภิกษุมาจากประเทศลาว จึงถาม หลวงปู่สุภา กันตสีโล ว่ามาจากประเทศลาวใช่หรือไม่ หลวงปู่สุภา กันตสีโล จึงตอบรับและกราบเรียนว่า มีความประสงค์จะมาขอให้หลวงปู่อนุเคราะห์ให้ท่านได้อยู่ศึกษา เล่าเรียนด้วย หลวงปู่ศุขจึงรับพระภิกษุ สุภา ไว้เป็นศิษย์ หลวงปู่สุภา กันตสีโล พำนักอยู่กับหลวงปู่ศุขเป็นเวลา 3 ปี ได้ศึกษาวิชาต่างๆ ที่หลวงปู่ศุขได้ถ่ายทอดให้ หลวงปู่ศุขเองก็ได้ให้ความรัก ความเมตตาต่อลูกศิษย์ ท่านเป็นอย่างมาก ถึงแม้พระภิกษุ สุภา ได้บวชเรียนเป็นพระภิกษุมานานเกือบ 4 พรรษาแล้วก็ตาม แต่หลวงปู่ศุขก็ยังคงเรียกท่านว่า เณรน้อย เช่นเดียวกับหลวงปู่สีทัตต์เคยเรียก หลวงปู่ศุขย้ำเสมอว่า พระภิกษุ สุภา คือ เณรน้อย ลูกศิษย์สุดท้องของท่านเนื่องจากในขณะที่พระภิกษุ สุภา เริ่มเข้าไปกราบ หลวงปู่ศุขนั้น ท่านอายุมากแล้วแต่ยังขยันปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิเป็นเวลานานๆ ทุกวัน พระภิกษุ สุภา มีความเคารพนับถือและรักใคร่หลวงปู่ศุขอย่างยิ่งเช่นกัน หลวงปู่ศุข จึงนับเป็นพระอาจารย์องค์ ที่ 2 ของท่านต่อจากหลวงปู่สีทัตต์


เรียนวิชากับหลวงปู่ศุข เกสโร (วัดปากคลองมะขามเฒ่า )

หลวงปู่ศุขเป็นพระที่มีชื่อเสียงมาก มีผู้คนไปกราบนมัสการมิได้ขาด ด้วยความศรัทษารักท่านเป็น เสมือนพระผู้วิเศษเฉกเช่นเทพเจ้า เป็นที่เคารพบูชาของคนทุกชนชั้น ตั้งแต่เจ้านายลงมาถึงไพร่ หลวงปู่ศุขประสิทธิ์ประสาทวิชาต่างๆ ให้พระภิกษุ สุภา เมื่อหลวงปู่ศุขท่านนั่งกรรมฐาน หลวงปู่สุภา กันตสีโล ก็นั่ง กรรมฐานไปด้วย หากติดขัดปัญหาธรรมที่ใด ก็ไปกราบเรียนถาม ท่านก็เมตตาแนะนำให้ทุกครั้ง วิธีการสอนของหลวงปู่ศุข ไม่ได้สอนแบบสำนักที่เปิดสอนกันทั่วไป ส่วนใหญ่ ท่าจะปฏิบัติให้ดูเป็น ตัวอย่าง แล้วให้ลูกศิษย์ ศึกษาทำความเข้าใจเอาเอง

ในเรื่องเกี่ยวกับวิทยาคมนั้น
หลวงปู่สุภา กันตสีโล ค่อยๆ ศึกษาดูว่า หลวงปุ่ศุขทำอย่างไร ส่วนใหญ่พวกลูกศิษย์ที่ ศึกษาอยู่กับท่าน ต้องช่วยท่านอยู่แล้ว ในเวลาที่ท่านปลุกเสก ก็ได้ไปคอยสังเกต พระคาถาต่างๆ หลวงปู่ศุขก็สอนให้บ้าง จดจำเองบ้าง และไปขอท่านบ้าง อย่างไรก็ตาม ไม่มีลูกศิษย์คนใด จะปฏิบัติ จนบรรลุได้เหมือนหลวงปู่ศุข บางครั้ง เวลาลงยันต์ทำตะกรุดต้องลงไปทำใต้ท้องน้ำ ไม่มีใครเห็น จะเห็นได้ก็ต่อเมือตอนท่านขึ้นมาจากน้ำแล้ว

พระภิกษุ สุภา ได้ปฏิบัติธรรมอย่างขยันหมั่นเพียรตลอดเวลากับหลวงปู่ศุข ไม่ค่อยได้คลุกคลีกับ ใคร ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือกับพระภิกษุด้วยกันเพราะหลวงปู่ศุขไม่ชอบให้วุ่นวาย ท่านจึงมุ่ง แต่ปฏิบัติไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ พวกลูกศิษย์ก็ไหว้พระพร้อมกับหลวงปู่ศุข ซึ่งท่านได้ให้ โอวาททบทวนธรรมะ หากมีข้อขัดข้อง ก็ถามท่านได้ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติขั้นตอนใด ท่านจะ แนะนำให้จนกระทั่งได้เวลาพอสมควร ท่านก็กลับไปทำกิจของท่าน ลูกศิษย์อื่นต่างก็แยกย้ายกัน ไปพัก และ ปฏิบัติต่อเอง นอกจากนี้ พระภิกษุ สุภา ยังคอยสังเกตเรื่องวิทยาอาคม จากการอ่าน ตำราที่ท่านเที่ยวจดเที่ยวเขียนไว้บ้าง ดูจากกรรมวิธีที่ท่านทำบ้าง เรียนถามท่านบ้าง ท่านก็แนะนำ ให้ตามสมควรใครสนใจมากก็ได้ไปมาก ใครไม่สนใจก็ไม่ได้อะไรไปเลย แต่ส่วนใหญ่ หลวงปู่ศุข จะเน้นเรื่องการรักษาศีลและการปฏิบัติมากกว่า เพราะท่านสอนว่าถ้า ศีลบริสุทธิ์ คุณวิเศษต่างๆ ก็จะมีมาเอง พระภิกษุ สุภา กันตสีโล ได้ศึกษาธรรมและวิทยาคมต่างๆ กับหลวงปู่ศุขที่วัดปากคลอง มะขามเฒ่าเป็นเวลากว่า 3 ปี ถือได้ว่าเป็น 3 ปีที่มีค่าที่สุดในชีวิตเพราะได้ความรู้ต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะความรู้ในทางธรรมและวิทยาคมต่างๆ
ครั้งนั้น มีพระภิกษุไปปฏิบัติธรรมและเรียนวิชาอยู่ กับหลวงปู่ศุขด้วยกันประมาณ 30-40 รูป ซึ่งปัจจุบัน มรณภาพกันปหมดแล้ว เท่าที่ทราบใน เวลานี้ จะมีเพียง หลวงปู่สุภา กันตสีโล เพียงรูปเดียวในบรรดาศิษย์รุ่นเดียวกัน


เมื่อ
หลวงปู่สุภา กันตสีโล เดินทางไปถึงแห่งหนตำบลใดก็มักจะสร้างประโยชน์สุขให้แก่ชุมชนนั้น ๆ เสมอ ไม่ว่าจะเป็น การก่อสร้างพุทธสถาน หรือสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ หลวงปู่สุภา กันตสีโล ก็ยินดีทำให้ด้วยความเต็มใจและ เห็นใจผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากเสมอ พุทธศาสนิกชนที่รับทราบจึงเคารพศรัทธา หลวงปู่สุภา กันตสีโล เป็นอันมาก ไม่เพียงแต่ ในประเทศไทยเท่านั้นที่ หลวงปู่สุภา กันตสีโล เดินทางไป ในแถบทวีปเอเชีย หลวงปู่สุภา กันตสีโล ก็ธุดงควัตรไปเกือบทุกประเทศ ไม่ว่า จะเป็น ลาว เวียดนาม สิงค์โป มาเลเซีย ฯลฯ ไปถึงจีน อินเดีย และประเทศในทวีปยุโรป

หลวงปู่สุภา กันตสีโล ธุดงค์มาทางภาคใต้ของประเทศไทย และนิยมชมชอบสถานที่ใน จ.ภูเก็ต คราแรก หลวงปู่สุภา กันตสีโล มาปักกลดที่เขารัง จากนั้นจึงนั่งเรือข้ามฝั่งไปเกาะสิเหร่ปักกลดแสวงหาความวิเวกจนมาพบพื้นที่ แปลงหนึ่ง เจ้าของที่ชื่อ แป๊ะหลี ซึ่งมีความเลื่อมใสในวัตรปฏิบัติของ หลวงปู่สุภา กันตสีโล จึงถวายที่ดินเพื่อ สร้างวัด เป็นวัดแรกบนเกาะ เรียกว่า วัดเกาะสิเหร่ เป็นการก่อสร้างที่มีความยากลำบากมาก เพราะอยู่บนเกาะ การเดินทางไปมาไม่สะดวก บวกกับชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็น ชาวเล ซึ่ง ไม่ซึมซาบในศาสนาพุทธ ท่าน หลวงปู่สุภา กันตสีโล ต้องใช้ทั้งปัญญา และกุศโลบายมากมายก่อนที่จะทำให้ชาวบ้าน ยอมรับ และซึมซับเอาพุทธศาสนาเข้าไปอยู่ในจิตใจ และปฏิบัติตามได้ สุดท้ายก็สำเร็จลุล่วงไปได้ โดยมีพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่เป็นพระประธาน รวมเวลาก่อสร้าง 6 ปีเต็ม ได้ถวายเป็นพระราช กุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรม ราชินีนาถ การนี้ได้ทรงโปรดเกล้าพระราชทานแววพระเนตรมาประดิษฐานไว้ที่พระเนตรขององค์ พระพุทธไสยาสน์ด้วย จากนั้น หลวงปู่สุภา กันตสีโล ยังคงแบกกลดออกเดินทางต่อไป ด้วยจิตใจใฝ่สันโดษ จนกระทั่ง หลวงปู่สุภา กันตสีโล ย้อนกลับมายังดินแดนภูเก็ตอีกครั้ง เมื่อมีอายุได้ 84 ปี สังขาร เริ่มโรยราและอาพาธอยู่บ่อยครั้ง ลูกศิษย์ของท่านจึงอยากให้ หลวงปู่สุภา กันตสีโล ปลดกลดละธุดงค์เสียจึงร่วมกันคิด และเห็นพ้องกันว่าควรตั้งสำนักสงฆ์ขึ้นที่เขารัง และตั้งชื่อตามนามเจ้าของที่ดิน ว่า สำนักสงฆ์เทพ ขจรจิต และก่อสร้างพระพุทธรูปปางประทานพรไว้บนยอดเขามีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดภูเก็ต สามารถมองเห็นได้แต่ไกล บ่อยครั้งเมื่อ หลวงปู่สุภา กันตสีโล อาพาธต้องเข้าทำการรักษาที่ รพ.วชิระ หลวงปู่สุภา กันตสีโล เห็นว่า พระสงฆ์ที่อาพาธต้องรักษาอยู่รวมกับคนป่วยทั่วไป ทำให้เกิดความไม่สะดวกแก่พระสงฆ์ เมื่อ หลวงปู่สุภา กันตสีโล เห็นดังนั้นจึงสร้างตึกสงฆ์อาพาธขึ้นที่ รพ.วชิระ ทำให้การรักษาพยาบาลพระสงฆ์ทำได้ดีขึ้น นับ เป็นผลงานของ หลวงปู่สุภา กันตสีโล เมื่ออายุได้ 100 ปีพอดี สำนักสงฆ์เทพขจรจิตแห่งนี้นับเป็นสถานที่ที่ หลวงปู่สุภา กันตสีโล พักอาศัยยาวนานที่สุด ด้วยความที่ หลวงปู่สุภา กันตสีโล เป็นพระภิกษุที่ตั้งจิตอุทิศตนอยู่ภายใต้ร่มเงา ในพุทธศาสนาจึงคิดสร้างวัดขึ้นอีก แต่ด้วยเหตุว่าอาณาบริเวณบนยอดเขารังมีเนื้อที่ไม่เพียงพอ หลวงปู่สุภา กันตสีโล จึง เสาะหาสถานที่สร้างวัดแห่งใหม่ที่ตำบลฉลอง ดำเนินการเพียงสองปีก็สามารถก่อตั้งเป็นวัดได้ โดยได้ รับการโปรดเกล้าพระราชทานนามจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถว่า วัดสีลสุภาราม ได้จัดงานบุญสมโภชป้ายชื่อวัดไปเมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2546

 

ปัจจุบัน หลวงปู่สุภา กันตสีโล ยังมีชีวิตอยู่ด้วยวัย 115 ปี สุขภาพร่างกายแข็งแรงตามอัตภาพ และ ยังคงรักษาศีลภาวนาปฏิบัติธรรมตามภาระกิจของสงฆ์ดังเช่นปกติ หลวงปู่สุภา กันตสีโล ยังเดินทางกลับไปบ้านเกิด ของ หลวงปู่สุภา กันตสีโล ที่จังหวัดสกลนครอยู่เนือง ๆ ด้วย หลวงปู่สุภา กันตสีโล สร้างวัดไว้ที่นั่น และที่สำนักสงฆ์เทพขจรจิตที่ หลวงปู่สุภา กันตสีโล เป็น ผู้ริเริ่มก็กำลังก่อสร้างโบสถ์และกำลังจะได้รับการประกาศเป็นวัดในเร็ววันนี้เช่นกัน


ตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา
หลวงปู่สุภา กันตสีโล จึงมีแต่คำว่า ให้ และ สร้าง ทุกอย่างเพื่อ ประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวพุทธเสมอมา หลวงปู่สุภา กันตสีโล ผ่านร้อน ผ่านหนาว มาหลายยุค หลายสมัย ผ่าน เหตุการณ์ ผ่านสังคมที่เปลี่ยนแปลงมามากมาย เห็นทั้งความดี และความชั่วมาหลายครั้ง หลายหน ผ่านกาลเวลามา 5 รัชสมัย 5 แผ่นดิน หลวงปู่สุภา กันตสีโล จึงสมควรได้รับคำยกย่องว่า พระอริยะสงฆ์ห้าแผ่น ดิน ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี ความเพียร ความรู้ ความเมตตากรุณา ที่ หลวงปู่สุภา กันตสีโล มีต่อสาธุชนแสดงผล ปรากฏให้เห็นอันเป็นนิรันดร หลวงปู่สุภา กันตสีโล คือธรรมจารีที่พุทธมามกะพึงเอาเป็นแบบอย่าง และควรภาคภูมิใจ ที่ หลวงปู่สุภา กันตสีโล ส่องแสงสว่างอยู่บนดินแดนอันเปรียบเสมือนไข่มุกแห่งท้องทะเลเบื้องอัสดงคต เปล่งประกายเจิด จรัส สว่างไสวขึ้นกลางใจสาธุชนด้วยชีวิต และ ลมหายใจ ของ หลวงปู่สุภา กันตสีโล...

สินค้า/บริการ แนะนํา
พระ สังกัจจายน์ มหาเศรษฐี หลวงพ่ออุ้น วัดตาลกง
ราคา 2,500.00 บ.
เหรียญโบว์ หลังแบบ หลวงพ่ออุ้น วัดตาลกง
ราคา 2,500.00 บ.
เหรียญ เม็ดแตง รุ่นแรก หลวงพ่ออุ้น วัดตาลกง
ราคา 1,500.00 บ.
เหรียญ มหาลาภ หลวงพ่ออุ้น วัดตาลกง
ราคา 5,500.00 บ.
รูปหล่อ ฉลองสมณศักดิ์ หลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน เนื้อทองไมครอน
ราคา 900.00 บ.
เหรียญ รุ่น2 หลวงพ่ออุ้น วัดตาลกง เนื้อ นวะ
ราคา 3,500.00 บ.
ปรกใบมะขาม หลวงพ่อทอง อาจารย์ทอง วัดสำเภาเชย
ราคา 3,500.00 บ.
พระผง สมเด็จโต๊ะหัก รุ่น เลื่อนสมณศักดิ์ หลวงพ่อทอง อาจารย์ทอง วัดสำเภาเชย
ราคา 800.00 บ.
หลวงพ่อทวด บัวรอบ ฐานลายเซ็น เนื้อสำริด รุ่น พระธาตุเจดีย์ หลวงพ่อทอง อาจารย์ทอง วัดสำเภาเชย
ราคา 1,500.00 บ.
พระกริ่ง โต๊ะหัก อาจารย์ทอง วัดสำเภาเชย
ราคา 3,000.00 บ.
เหรียญเจ้าสัว สร้างเมื่อคราวเลื่อนสมณศักดิ์หลวงปู่สุภา ทุกเนื้อ
ดูรายละเอียดและสอบถามราคา
ปรกมะขาม รุ่นแรก หลวงปู่สุภา กนตสีโล
ราคา 2,000.00 บ.

หน้าแรก  |  สินค้า  |  เว็บบอร์ด  |  เกี่ยวกับเรา  |  บทความ  |  วิธีการชําระเงิน  |  ติดต่อเรา  |  Sitemap
(c) 2001- . TARAD.com . All Rights Reserved.
//